2005/Nov/30

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการ ตลาดน้ำที่เป็นวิถีชาวบ้านที่มีมาแต่โบราณกาล เป็นเสน่ห์ของท้องถิ่นที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของไทย พบกับเรือจำหน่ายสินค้า อาหารพื้นเมืองและซุ้มร้านค้ามากมายที่จำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ของชาวตำบลบ้านน้ำผึ้งและกลุ่มแม่บ้านต่างๆในเขตอำเภอพระประแดง และยังมีการออกร้านสาธิตการทำขนมและอาหารพื้นเมืองที่เป็นภูมิปัญญาไทยที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน สินค้า OTOP จังหวัดสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีก เช่น ขี่จักรยานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พายเรือชมวิถีชีวิต ฯลฯ

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง

โทร02-819-6762 โทรสาร 02-461-3254

เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น ตั้งแต่เวลา07.00-15.00 .

ประวัติความเป็นมาของชุมชนบางน้ำผึ้ง

ตำบลบางน้ำผึ้งเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีเนื้อที่ประมาณ 1938 ไร่ เป็นพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยาจีงทำให้ดินบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสารอาหารของพืชนานาชนิด อาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านแถบตำบลบางน้ำผึ้งคือ อาชีพทำสวนผลไม้ ซึ่งมีมะม่วงน้ำดอกไม้และกล้วยหอม เป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับตำบลเป็นอย่างมาก ความที่พื้นที่แถบนี้มีสวนผลไม้มากมาย น้ำหวานจากดอกไม้นานาชนิด ได้ดึงดูดให้ผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่โดยทั่วไปและดูดน้ำหวานจากเกษรดอกไม้ในพื้นที่นี้ชาวบ้านได้นำน้ำผึ้งมาตักบาตรจึงได้ขนานนามแผ่นดินแดนแห่งนี้ว่า บางน้ำผึ้ง

อาณาเขตพื้นที่ของตำบล

- ทิศเหนือ ติดต่อกับ ต.กอบัว อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ

-ทิศใต้ ติดต่อกับ ต. บางกระสอบ อ. พระประแดง . สมุทรปราการ

-ทิศตะวันออก ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา

-ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต. บางยอ . พระประแดง . สมุทรปราการ

.

การเดินทาง เส้นทางคมนาคมเข้าสู้ตำบลบางน้ำผึ้งสามารถเดินทางได้ 2 เส้นทางคือ

1. ทางบก ใช้ถนนสุขสวัสดิ์ตรงไปทางป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ถึงสามแยกพระประแดงแล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกไฟแดง ผ่านที่ว่าการอำเภอพระประแดง เลี้ยวซ้ายถนนเพชรหึงษ์ซึ่งเป็นถนนสายหลักประมาณ 4กม. แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนบังผึ้งพัฒนา

2. ทางน้ำ ข้ามฝั่งที่ท่าเรือสรรพวุธ ท่าเรือวัดบางนานอก ข้ามฝั่งโดยเรือยนต์ข้ามฝากมาขึ้นที่ท่าเรือวัดบางน้ำผึ้งนอก

สถานที่สำคัญของตำบลบางน้ำผึ้ง

1. วัดบางน้ำผึ้งใน

2. วัดบางน้ำผึ้งนอก

3. สถานีอนามัยตำบลบางน้ำผึ้ง

4. ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง

5. สวนเกษตรทฤษฎีใหม่

จำนวนประชากรทั้งสิ้นของตำบลบางน้ำผึ้งมีประมาณ 4600คน โดยชุมชนบางน้ำผึ้ง หมู่ที่ 10 มี187 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 700 เคยได้รับเลือกให้เป็นชุมชนดีเด่นเมื่อปี2541 ซึ่งจากเดิมอาชีพหลักของชุมชนแห่งนี้คืออาชีพการทำสวน รับจ้าง โดยอาชีพเสริมคือ การเลี้ยงปลา และปลูกไม้ประดับที่ทำให้ประชากรมีรายได้พอเพียงต่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งยังไม่มีการคิดค้นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้น ต่อมาในปี 2540ซึ่งได้มีผู้สืบทอดภูทิปัญญาท้องถิ่นโดยเริ่มคิดที่จะพัฒนาอาชีพเสริมในการทำดอกไม้จกเกล็ดปลา โดยคุณพิมพาภรณ์ เงาภู่ทอง ได้พัฒนาฝีมือด้านนี้ขึ้นมาหลังได้เสนอผลงานในรูปแบบต่างๆและพัฒนางานเรื่อยมาประกอบกับมีใจรักในงานด้านฝีมือ และได้มีการเผยแพร่ในชุมชนหน่วยงานต่างๆการจัดแสดงโชว์สินค้าและเป็นวิทยากรในการสาธิตการประดิษฐ์ จนสามารถรวบรวมจัดตั้งเป็นกลุ่มสตรีบางน้ำผึ้งเพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพดอกไม้จากเกล็ดปลา มีสมาชิกในกลุ่มจำนวน 15 คน ในปัจจุบันโดยประธานกลุ่มสตรีบางน้ำผึ้งในโครงการส่งเสริมอาชีพดอกไม้จากเกล็ดปลาซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง (อบต.) ที่เข้ามามีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเกล็ดปลา ในเรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยช่วยเหลือในด้านอาคารสถานที่ ตลอดจนการเผยแพร่สินค้าและภูมิปัญญา

ประวัติส่วนตัวผู้สืบทอดภูมิปัญญา

ชื่อสกุล นางพิมพาภรณ์ เงาภู่ทอง ( ผู้ประดิษฐ์ดกไม้เกล็ดปลา )

วันเกิด 8 กุมภาพันธ์ 2502

การศึกษา จบชั้นสูงสุด ปวช. วิทยาลัยเกริก

บิดา-มารดา เป็นบุตรนายมาก และนางบุญผึ้ง หอมศิริ

สถานภาพ สมรสกับนายปรีชา เงาภู่ทอง

บุตร-ธิดา มีบุตรด้วยกัน 2 คน เด็กหญิงจุฑามาศและเด็กชาย ปิยะภัทร เงาภู่ทอง

การทำงาน หลังจบการศึกษาได้ทำงานที่บริษัท บาจา จำกัด ตั้งแต่ปี 2523-2540และได้ออกจากบริษัทนื่องจากบริษัทได้ลดอัตราค่าจ้างงานจึงหันเหชีวิตเข้าศึกษาวิชาชีพในด้านฝีมือต่างๆโดย

- เริ่มเรียนทำขนม

- เรียนทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์

เรียนการประดิษฐ์ดอกไม้จากโครงการมิยาซาวา

รายชื่อสามชิกกลุ่มหมู่ที่ 10

1.นางพิมพาภรณ์ เงาภู่ทอง

2.นางสุมาลี พวงมะเดื่อ

3.นางบุญทิ้ง หอมศิริ

4.นางเย็นตา สนธิสุวรรณ

5.นางสาวยุวดี สนธิสุวรรณ

6.นางสาวสาคร สุขสม

ขั้นตอนการผลิตดอกไม้ประดิษฐ์

การทำดอกไม้ประดิษฐ์จากเกล็ดปลาที่ทางกลุ่มสตรีบางน้ำผึ้งรับมาจากแม่ค้าในตลาดประจำโดยขั้นตอนการประดิษฐ์ดอกไม้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและวัสดุอุปกรณ์ก็หาได้ง่ายจากธรรมชาติที่เหลือใช้ซึ่งมีดังนี้

วัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์

-เกล็ดปลา ย้อมสีต่างๆ

-ลวด / ครีมตัดลวด

-ปูนขาว

-สีย้อมผ้า / สีธรรมชาติ / สีผสมอาหาร

-ทางมะพร้าว

-กรรไกร

-กาวแท่ง / กาวตราช้าง

-วัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ

-สำลี

-ตุ้มแกนดอก / เสาในการทำดอกไม้ / ก้านดอก

-ปืนยิงกาว / กาวลาเท็กซ์

การทำความสะอาดเกล็ดปลาโดยการใช้ผงซักฟอกล้างจนน้ำสะอาดให้หมดกลิ่นใช้น้ำธรรมดาล้างให้สะอาดประมาณ 10 น้ำ หลังจากนั้นไปผึ่งลมโดยใช้หนังสือพิมพ์รองพื้นตากให้แห้งประมาณ 1 2 ชั่วโมง ต่ถ้าต้องการสีที่เข้มต้องแช่ทิ้งไว้ค้างคืน เมื่อแช่ได้ตามต้องการแล้วนำมาล้างน้ำเปล่า แล้วนำมาผึ่งลมในร่มอีกครั้งให้แห้งแล้วจึงนำมาประดิษฐ์ได้ตามความต้องการตามขั้นตอน ดังนี้

1.เวลาเกล็ดปลาควรแยกประเภทของเกล็ดปลาของเกล็ดปลาแต่ละชนิด เพราะคุณสมบัติของเกล็ดปลาจะแตกต่างกัน

2.นำมาแช่น้ำเปล่า 1 ครั้ง แล้วล้างออกจึงนำมาแช่น้ำสบู่หรือน้ำผงซักฟอกแช่ทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้หนังปลาที่ติดอยู่ลอกออกโดยง่าย

3.จากนั้นต้องลอกด้วยน้ำเปล่าประมาณ 10 ครั้ง หรือล้างจนกว่าจะสะอาดดี นำมาใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำจึงนำมาผึ่งบนกระดาษหนังสือพิมพ์ ตากในที่ร่มให้แห้งสนิท ข้อควรระวังอย่าตากเกล็ดปลาให้โดยแดด เพราะจะทำให้กรอบแห้งและจะงอมากเกินไป

การย้อมสีเกล็ดปลา

1.นำเกล็ดปลาที่ล้างสะอาดดีแล้วมาย้อมโดยเลือกสีที่ต้องการจะเป็นสีย้อมร้อน หรือย้อมเย็นก็ได้

2.ละลายสีด้วยน้ำธรรมดา (สำหรับสีย้อมเย็น) ละลายสีด้วยน้ำร้อน (สำหรับสีย้อมร้อน) เมื่อสีละลายดีแล้วนำเกล็ดปลาลงแช่จนสีท้วมเกล็ดปลา

3.ถ้าต้องการสีอ่อนให้แช่เกล็ดปลาไว้สักครู่ แล้วนำขึ้นล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง จึงนำไปผึ่งลมให้แห้ง

4.ถ้าต้องการสีเข้มก็ให้แช่ทิ้งค้างคืนไว้จนกว่าเกล็ดปลาจะดูดสีจนน้ำใส นำขึ้นล้างน้ำเปล่า แล้วจึงนำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท

5.ถ้าต้องการสีกระ ให้นำเกล็ดปลาไปแช่น้ำเปล่าสักครู่แล้วนำขึ้นมาผึ่งในกระดาษหนังสือพิมพ์แผ่เกล็ดปลาให้กระจาย แล้วจึงละลายสีที่ต้องการให้เข้มมากเป็นพิเศษ ใช้แปรงจุ่มสีแล้วใช้ไม้กรีดที่แปรงลงบนเกล็ดปลาที่กระจายไว้ สีที่ติดเกล็ดเป็นจุดๆ แล้วปล่อยให้เกล็ดปลาแห้ง

ขั้นตอนและวิธีการประดิษฐ์ดอกไม้ต่างๆ

การทำดอกกุหลาบ (ก้าน)

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้

- เกล็ดปลากะพง

- ตุ้มสำเร็จ (เป็นแกนดอก)

- ใบกุหลาบสำเร็จ

- สีย้อมเย็น สีชมพู (หรือสีตามใจชอบ) สีเขียวย้อมทำใบเลี้ยง

- ก้านดอก

- ฟลอร่าเทป สีเขียวแก่

- ปืนกาว / ไส้กาว

วิธีทำ

- ล้างเกล็ดปลาให้สะอาด และย้อมสี

- เมื่อได้เกล็ดปลาตามต้องการแล้ว ให้แยกขนาดเกล็ดปลา เล็ก กลาง ใหญ่

- เกล็ดปลามีด้านเงามัน และด้านสากไม่เงา ทากาวตรงโคนเกล็ด โดยปลายเกล็ดให้พริ้วโชว์

การเข้าดอก

- นำตุ้มแกนดอกสำเร็จมา ใช้เกล็ดขนาดเล็ก 2 เกล็ด มาประกบกันโดยใช้ปืนกาวยิงที่โคนเกล็ดแล้วติดประกบยอกตุ้มให้มิดเป็นชั้นที่ 1

- เลือกเกล็ดขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกและประกบให้สับหว่างกันโดยให้โคนเข้า และเผยปลายเกล็ด ให้หงายออกเล็กน้อย เป็นชั้นที่ 3-5

- สำหรับชั้นที่ 6-8 ให้หงายเกล็ดเป็นช่วงดอกบาน และใส่เกล็ดให้สับหว่างกัน

- ชั้นสุดท้าย หุ้มโคนดอกโดยใช้เกล็ดเล็กประกบหุ้มให้มิด และใช้เกล็ดสีเขียวประกบเข้ากันเป็นกลีบเลี้ยง

- ใส่ก้านดอก พันฟลอร่าเทป และใส่ใบ

- จัดกระเช้า หรือแจกัน

การทำกุหลาบติดเสื้อ

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้

- เกล็ดปลา

- ปืนกาว/ไส้กาว

- แป้นเข็มกลัดติดเสื้อ

- เกล็ดเขียว (สำหรับทำกลีบเขียว)

วิธีการทำ

- คัดแยกเกล็ดปลา ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่

- นำเกล็ดปลาขนาดใหญ่ 2 เกล็ด ประกบเข้าหาก้านทำเป็นแกนรูปกรวย

- นำเกล็ดเล็กประกบยอดกรวยเป็นชิ้นในโดยประกบด้านมัน เข้าข้างในโดยรอบติดประมาณ 4 ชิ้น

- เมื่อติดด้านมันเข้าพอสมควรแล้วให้ติดกลับข้างให้ด้านไม่มันเพื่อให้ดอกบาน

- ให้ติบสับหว่างกันอีกประมาณ 3-4 ชิ้น เมื่อได้ขนาดตามต้องการแล้วให้ใช้เกล็ดใหญ่ปิดกับดอก ติดใบและติดเข็มกลัด

การทำกล้วยไม้ช้างกระ

วัสดุอุปกรณ์

- เกล็ดปลาย้อมสีแบบกระ สีม่วง สีม่วงแดง

- เกล็ดปลาย้อมสีม่วงแดง

- ลวด

- ตอไม้

- ปืนกาว/ไส้กาว

วิธีการทำ

- ตัดเกล็ดปลาสีกระให้เป็นกลีบดอกกล้วยไม้ยาวรี 3 เกล็ด 2 เกล็ด ต่อ 1 ดอก ตัดไว้ให้ได้จำนวนตามต้องการ

- เกล็ดปลาดอกให้ใช้เกล็ดปลาสีม่วง แดง เข็มตัด แต่เล็กกว่ากลีบดอก

- นำลวดมาพับปลายเล็กน้อยแล้วนำเกล็ดปลาสีม่วงแดงม้วนรอบปลายลวดที่พับแล้วให้แน่น

- นำกลีบปากดอกมาติดโดยหันด้านมันเข้า

- จากนั้นติดกลีบดอกสีกระโรยติดให้ด้านไม่มันเข้าดอกจะหงายออก ตัดกลีบสลับกันจนรอบ 5 กลีบ

- ทำดอกไม้ให้มากพอแล้วนำมาเข้าช่อเป็นกล้วยไม้ช้างกระ ติดตอไม้แห้งหรือจัดใส่กระถาง

ข้อมูลด้านการซื้อขาย

ควบคุม (Control) เพื่อให้แต่ละขั้นตอนดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องตลอดสายงาน การค้นพบข้อผิดพลาดในสายงานจะมองเห็นได้ชัดเจน (Bottle neck) อันจะนำไปสู่การนำเครื่องมือที่เหมาะสมไปแก้ไขจุดบกพร่องได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล (อาทิเช่น ระบบการจัดส่งให้ทันเวลา (Just-in-time) ทฤษฎีข้อจำกัด (Theory of Constrain) หรือ ทฤษฎีการควบคุมคุณภาพต่าง ๆ หรือ กลยุทธการแก้ไขแต่ละกิจกรรมนั้น

Value Chain

โครงสร้างพื้นฐานองค์กร (คน, ธรรมชาติ, ทักษะ/ความชำนาญ, วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์, แรงดลใจ, ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โครงสร้างองค์กร , สมาชิกกลุ่ม , หัตถกรรมพื้นบ้าน

การผลิตสินค้าคงเหลือ , เทคโนโลยีการผลิต

การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ , การจัดหาวัตถุดิบ (เกล็ดปลา) , การส่งงานให้สมาชิกในกลุ่ม

การขนส่งวัสดุ

และเกล็ดปลา

การผลิตด้วยฝีมือ

แรงงานสมาชิก

ในกลุ่ม

การจัดส่งสินค้า

ใน/ต่าง ประเทศ

(ลูกค้าสวนจตุจักร)

การจัดจำหน่าย

ทั้งในท้องถิ่น

และนอกเขต

Value Added ( มูลค่าเพิ่ม )

- เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

- ลดภาวะมลพิษ รักษาสิ่งแวดล้อม

- เพิ่มรายได้ให้สมาชิก

- เพิ่มภูมิปัญญาชาวบ้าน บูรณาการทางความคิด

- เพิ่มบทบาทของสตรีให้เป็นพลังในการพัฒนาประเทศ

- เพิ่มมูลค่าตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น ใช้ในการตกแต่งพวกหรีด

- สร้างทรัพยากรที่ไร้ประโยชน์ (เกล็ดปลา) ให้เกิดประโยชน์

Non Value Added (ไม่มีมูลค่าเพิ่ม)

- มีวัสดุเกล็ดปลาที่ค้าง Stock ในการผลิต

- ผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัย และไม่ตรงตามความต้องการลูกค้า

- เกล็ดปลาที่เกิดความเสียหายจากการล้างและตากแห้ง

- การใช้น้ำล้างเกล็ดปลามากเกินความจำเป็น

- กาวที่ใช้ประกอบดอกไม้ไม่มีคุณสมบัติทนความร้อน

แนวคิดในการจัดโครงสร้างรวมของธุรกิจ

1. จัดโครงสร้างเป็นหน่วยย่อยให้ดำเนินการบริหารได้ด้วยตนเอง (ช่วยเหลือตัวเองได้)

2. จัดโครงสร้างหน่วยย่อยเป็นแบบ องค์กรแนวราบ (Flat Organization) เพื่อให้เกิดการบริหารด้วยตนเอง (Self Management)

3. ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรของดั้งเดิมโดยการทำงานร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่มีสายการบังคับบัญชา

4. จัดองค์กรในลักษณะสร้างสายโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ให้มีการเชื่อมโยงแต่ละกลุ่มเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ต่อกัน

5. ป้องกันมิให้องค์กรมีขนาดใหญ่จนยากต่อการบริหารงาน

6. หน่วยย่อยจะพร้อมรวมตัวเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

หน่วยงานสนับสนุนที่จำเป็นต่อการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ลำพังแต่กระบวนการดำเนินการหลัก ไม่ว่าจะเป็นด้าน Marketing , Inbound Logistic , Operation Outbound Logistic หรือ After Sale Sarvice การขับเคลื่อนขององค์การที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์จำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานสนับสนุน โดยแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมดังนี้

A) เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Tachnology) นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในการตัดสินใจในการดำเนินงานเกือบทุกขั้นตอนซึ่งแบ่งออกเป็น

1. ข้อมูลข่าวสาร (Information) ที่องค์การจะต้องจัดหาไว้คือ

1.1 ข้อมูลข่าวสารด้านรูปแบบสินค้าที่ทันสมัย ตามความต้องการของตลาด ทั้ง

ในและนอกประเทศ

1.2 ข้อมูลของลูกค้าที่จัดการไว้อย่างเป็นระบบ

1.3 ข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

1.4 ข้อมูลด้านสภาวะตลาดของสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

1.5 ข้อมูลด้านการเงิน การบัญชีและผลการประกอบการ

1.6 ข้อมูลด้านการส่งเสริมสนับสนุนของรัฐบาล หน่วยงานอื่นๆ

1.7 ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตทั้งขบวนการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าคงเหลือ , ผลผลิต , late time

1.8 ข้อมูลเกี่ยวกับ Supplier และ Sub Contract , Outsoucing

2. เทคโนโลยี (Tachnology) สมัยใหม่เช่น computer หรือ เทคโนโลยีการสื่อสาร อันจะทำให้เกิดการสื่อสารข้อมูลสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วและแพร่หลายได้กว้างขวางขึ้น

องค์การจะต้องติดตามข่าวสารและเผยแพร่ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เนื่องตลาดในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การมีข้อมูลที่ล่าช้าอาจก่อให้เกิดการผลิตสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะกลายเป็นสินค้าค้าง Stock ล่าสมัยในที่สุดก็กลายเป็นต้นทุนและผลขาดทุนขององค์การได้

B) องค์ประกอบพื้นฐานขององค์การ (Bussiness Innrastucture) จากองค์ประกอบพื้นฐานคือ ธรรมชาติ คน วัฒนธรรม การปกครอง แรงดลใจ ที่หล่อหลอมรวมกันก่อให้เกิดการสร้างกลุ่มขนาดย่อม แต่เมื่อจำเป็นต้องขยายขอบข่ายของการดำเนินงานเข้าสู่ระบบ ธุรกิจ ขบวนการต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาวการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ประบวนการจัดหา จัดซื้อ วัตถุดิบ การขนส่ง หรือเรียกรวมว่า Logistic ขบวนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง งานระหว่างทำ การกระจายสินค้าสู่ลูกค้า การตลาดและการขาย

ดังนั้น สิ่งที่องค์การต้องเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือการสร้างพื้นฐานขององค์การใหม่แข็งแรงพร้อมที่จะรองรับการเคลื่อนไหวทางธุรกรรมได้อย่างเพียงพอและสมบูรณ์ซึ่พื้นฐานที่สำคัญคือ

1.โครงสร้างองค์กร (Organization Chart) เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในรูปของธุรกิจมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างรูปแบบขององค์กรให้เด่นชัดกระทัดรัดและสามารถดำเนินการผลิตไว้อย่างมีคุณภาพ ลดการสูญเสีย ต้นทุนต่ำ และสนองความต้องการของตลาดได้

การสร้างโครงสร้างรูปแบบดังกล่าวเกิดจากแนวคิดของการบริหารแบบศูนย์กำไรย่อย (Small Profit center) เพื่อดูแลควบคุมการดำเนินงานของกลุ่มด้วยตนเอง ยกเว้นหน่วยงานบางอย่างใช้หน่วยงานกลางบเพื่อลดต้นทุนและเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารได้ดีขึ้น เช่น หน่วยงานออกแบบผลิตภัณฑ์ หน่วยงานรวบรวมข้อมูลการวิจัยและพัฒนา หน่วยงานหาแหล่งเงินทุน หน่วยประสานงานกับภาครัฐหรือองค์กรอื่น หน่วยการตลาดการส่งเสริมการขาย คลังสินค้าใหญ่และอื่นๆ ที่จำเป็น

2.ทรัพยากรมนุษย์ ( Human Resource ) ซึ่งหมายความรวมถึงการจัดหาสมาชิกของกลุ่ม การอบรม พัฒนาเพิ่มทักษะความชำนาญ (Skill) ความรู้ (Knowledgr) ให้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างทัศนคติ (Attitude) ที่ดีต่องานและชุมชนอันจะดำรงไว้ซึ่งคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิม

องค์การจะต้องคิดค้นโดยเป็นหน้าที่ของหน่วยงานสนับสนุนกลางที่จะต้องเป็นธุระในการประสานงานติดต่อและร่วมมือกับสถาบันทางภาครัฐหรือองค์กรภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่จะให้การสนับสนุนการอบรมและพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้ (Learnimg) อยู่อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่องค์กรมุ่งเน้นคือ การลงทุในมนุษย์ (Human Capital) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างคุณค้าขององค์กรในที่สุด

3.วัฒนธรรมองค์กรและการปกครอง

จากพื้นฐานเดิมของกลุ่มสตรีที่รักในงานศิลปหัตถกรรม นำภูมิปัญญาชาวบ้านมาพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น วัฒนธรรมองค์กรดั้งเดิมจึงอยู่ในรูปแบบของการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีสายการบังคับบัญชาอยู่แบบญาติพี่น้อง เมื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานเชิงอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้นการปรับประยุกต์วัฒนธรรมขององค์กร ในแนวทางใหม่จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดย องค์กรยังคงยึดถือและปลูกฝังความเป็นหัตถกรรมพื้นบ้าน เพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของกลุ่มชนในถิ่นนั้นๆ ลักษณะการบังคับบัญชาก็ยังไม่ให้ความสำคัญ แต่จัดให้มีคณะกรรมการของแต่ละกลุ่มการผลิต โดยการเลือกกรรมการจากสมาชิกในกลุ่มเข้าร่วมบริหารงานและแสดงความคิดเห็นโดยก่อให้เกิดความรัก สามัคคี และความรับผิดชอบร่วมกัน ถือเป็นวัฒนธรรมขององค์กร

คณะกรรมการกลางจะถูกเลือกจากคณะกรรมการกลุ่มตามสัดส่วนที่เท่าๆกัน เพื่อกำหนดนโยบายวางแผนช่วยเหลือสนับสนุนตามเทคโนโลยี วิชาการ การอบรมพัฒนา การประสานงานกับลูกค้า ผู้ขายหรือองค์การของรัฐบาลเป็นหลัก รายได้เกิดจากค่าสมาชิก และค่าบริการต่างๆ ให้แก่กลุ่มสมาชิกในอัตราที่ไม่แสวงการหากำไร

การก้าวสู่หัตถกรรม อุตสาหกรรมของกลุ่มสตรีบางน้ำผึ้ง

ก่อนที่จะดำเนินการพัฒนา หัตถกรรมดั้งเดิมเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมนั้นย่อมหมายถึงว่ากลุ่มจะต้องทำการศึกษาถึงศักยภาพความเป็นไปได้ของตลาดสินค้าหัตถกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วว่ามีแนวทางจะดำเนินการได้ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวได้มีการพิจารณาโดนอาศัยฐานข้อมูลจากส่วนราชการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม็ปั กระทรวงอุตสาหกรรม ดังต่อไปนี้

1.ศักยภาพสินค้าหัตถกรรมในประเทศยังอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ ในเรื่องของสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่หลากหลายและต้นทุนไม่สูงนักผสมผสานกับศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น ยังทำให้มองเห็นคุณค่าของงานฝีมือประกอบกับการปลูกฝังความเป็นชาตินิยม ทำให้คนไทยหันมานิยมใช้สินค้าภายในประเทศมาขึ้น ถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ถดถอยในปี 2540 เป็นต้นมา ทำให้กำลังซื้อลดน้อยลงไปบ้างก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปัจัยอื่นในทางเสริมสร้างการขายสินค้าหัตถกรรมแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายลดน้อยลงแต่อย่างใด ในภาพรวมตลาดในประเทศจึงยังคงอยู่ในสภาวการณ์ที่น่าลงทุนและดำเนินการได้

2) ศักยภาพสินค้าหัตถกรรมอุตสาหกรรมในตลาดโลก

ปี 2540 การส่งออกสินค้าหัตถกรรมมีมูลค่า 289930 ล้านบาท

ปี 2541 การส่งออกสินค้าหัตถกรรมมีมูลค่า 353147 ล้านบาท มีมูลค่าสูงกว่าปี 2540 มาก เพราะค่าของเงินบาทลดลง

ปี 2542 การส่งออกสินค้าหัตถกรรมมีมูลค่า341287 ล้านบาท ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเพราะค่าเงินไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ปี 2543-2544 เศรษฐกิจโลกไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งเป็นลูกค้ารายสำคัญของไทย เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเกิดปัญหาเรื่องการก่อการร้ายก็ทำให้การส่งออกสินค้าหัตถกรรมของไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำลงตามสินค้าด้านอื่นๆ

ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าสินค้าหัตถกรรมของไทยจะต้องพัฒนาประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ใช้และผู้ผลิต ให้เป็นถึงมูลค่าเพิ่มของสินค้าหัตถกรรมและต้องนำเอาจุดเด่นของงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์มาตั้งแต่ครั้งโบราณมาพัฒนาให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงขยายการผลิต การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อลดเวลาและต้นทุนจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

2. แนวการส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมของภาครัฐ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาทั้งในด้านการผลิต การตลาด วิชาการ และเงินโดยสรุปดังนี้

2.1 ให้บริการด้านการฝึกอาชีพและเทคนิคการผลิต

2.2 ให้บริการปรึกษาและดัดแปลงเครื่องมือใช้แบบเดิมให้ทันสมัย

2.3 ให้บริการออกแบบและปรับปรุงพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมต่างๆให้ได้มาตรฐาน

2.4 ศึกษาค้นคว้าเทคนิคกรรมวิธีใหม่ๆ

2.5 ส่งเสริมด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยจัดหาสถานที่สำหรับนำผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตไปแสดง รวมทั้งศึกษาวิจัยความต้องการของตลาด

2.6 ส่งเสริมด้านวิชาการ โดยจัดทำเอกสารและจัดสัมมนาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการผลิต

2.7 ด้านการเงินได้จัดให้มีทุนหมุนเวียนในรูปของเงินยืมในวงเงินไม่เกินรายละ 1000000 บาท

2.8 กระตุ้นการผลิตโดยจัดโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรม โครงการสนับสนุน การพัฒนาอุตสาหกรรมชนบท(สอช.) โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

Gap

To-Be

  1. ขันตอนการล้างเกล็ดปลาด้วยเครื่องมือต้องใช้เวลา 3 วันเพื่อให้เกล็ดปลาสะอาดและปราศจากกลิ่น
  2. การทำให้แห้งใช้วิธีผึ่งลมบนกระดาษหนังสือพิมพ์
  3. การย้อมสี ผสมสีตามต้องการในภาชนะ แล้วนำเกล็ดปลาไปแช่ตามระยะเวลาตามต้องการ เพื่อสีเกล็ดปลาเข้มอ่อนตามต้องการ
  4. จัดเก็บใส่ถุงตามสี เพื่อไม่ให้โดนลม เพราะเกล็ดปลาจะโค้งงอเสียรูปทรง
  5. ประเภทของดอกไม้มีอยู่กี่ประเภท
  6. รูปแบบของผลิตภัณฑ์มีอยู่ไม่กี่รูปแบบ เช่น มีแต่ดอกไม้ตั้งโต๊ะ แจกัน ดอกไม้ติดเสื้อ
  7. สถานที่ในการจัดจำหน่าย ในปัจจุบันไม่มีเนื่องจากรูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นข้อจำกัด
  8. การประชาสัมพันธ์และจัดส่งในปัจจุบันไม่มีการวางแผน

  1. พร้อมใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการช่วยล้างทำความสะอาด เพื่อลดระยะเวลาในขบวนการทำความสะอาดให้น้อยลง
  2. ใช้ขบวนการไล่ความชื้นในกระบวนการผลิต
  3. มีสูตรในขวบการผสมสีและระยะเวลาที่แน่นอนเพื่อช่วยให้สีได้มาตรฐานโดยใช้เครื่องผสมสีเข้าช่วย Ex.กำหนดสูตรของสีเป็นNo.
  4. จัดเก็บตามNo.ของสีและขนาดของเกล็ด โดยบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดโดยมีการควบคุมStock No. โดยระบบ Computer
  5. ออกแบบชนิดของดอกไม้ให้มีความหลากหลายเหมาะสมกับเกล็ดปลา
  6. พัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ ให้หลากหลายและทันสมัย ให้เป็นเครื่องประดับเช่น ต่างหู กิ๊บติดผม กำไร รองเท้าประดับดอกไม้
  7. ตลาดขยายมาขึ้นมีการจำหน่าย ตามร้านขายเครื่องประดับ เนื่องจากรูปแบบผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายขึ้น
  8. มีการวางแผนในการประชาสัมพันธ์ เช่นการจัดนิทรรศการ ตามห้างสรรพสินค้าและแหล่งชุมชน